ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับวิศวกรรม, เทคนิคการเลือกซื้อสินค้า

วิธีดูฉลากเบอร์ 5 ของเครื่องใช้ไฟฟ้า เข้าใจง่ายไม่งงอีกต่อไป

วิธีดูฉลากเบอร์ 5 ของเครื่องใช้ไฟฟ้า เข้าใจง่ายไม่งงอีกต่อไป | เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน ปี 2025

🔋 วิธีดูฉลากเบอร์ 5 ของเครื่องใช้ไฟฟ้า เข้าใจง่ายไม่งงอีกต่อไป

เมื่อพูดถึง “เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน” คนไทยส่วนใหญ่จะนึกถึงสัญลักษณ์ “ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5” กันแทบทุกคน แต่รู้หรือไม่ว่า ฉลากเบอร์ 5 ที่เราเห็นแปะอยู่บนพัดลม, เครื่องทำน้ำอุ่น, ตู้เย็น หรือเครื่องซักผ้านั้น มีรายละเอียดมากกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่ตัวเลข 5 ดวงที่เห็นเด่น ๆ บนฉลากเท่านั้น

บทความนี้จะพาคุณเข้าใจ “ฉลากเบอร์ 5” แบบครบทุกมุม ตั้งแต่ความหมาย วิธีดู และเหตุผลว่าทำไมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากเบอร์ 5 ถึงช่วยให้คุณประหยัดพลังงานได้จริง ก่อนจะเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ในปี 2025 นี้

ฉลากเบอร์ 5 คืออะไร?

ฉลากเบอร์ 5 คือ “ฉลากประหยัดไฟฟ้า” ที่ออกโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อให้ผู้บริโภคทราบว่าเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นนั้น “กินไฟมากหรือน้อย” แค่ไหน ยิ่งมีระดับเบอร์สูง ก็ยิ่งหมายถึง “ประสิทธิภาพการใช้พลังงานดีกว่า” และ “กินไฟน้อยกว่า” รุ่นอื่นในประเภทเดียวกัน

ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ฉลากประหยัดไฟของ กฟผ. ได้ปรับโฉมใหม่เป็น “ฉลากเบอร์ 5 รุ่นใหม่” ซึ่งไม่ได้มีแค่เบอร์เดียวอีกต่อไป แต่แบ่งระดับออกเป็น 5 ขั้น คือ เบอร์ 1–5 โดย “เบอร์ 5 ดาวเต็ม” คือรุ่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในตลาดตอนนั้น

ความแตกต่างระหว่างฉลากเบอร์ 5 รุ่นเก่าและรุ่นใหม่

เดิมทีฉลากเบอร์ 5 จะเป็นสติ๊กเกอร์สีเหลือง มีเพียงตัวเลข “5” ใหญ่ ๆ ด้านบน แต่รุ่นใหม่ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา จะเพิ่ม “ดาว” เพื่อแสดงระดับประสิทธิภาพพลังงานในแต่ละกลุ่มสินค้า เช่น พัดลม, แอร์, ตู้เย็น เป็นต้น

เบอร์ 5 ดาวเต็ม 5 ดวง → ประหยัดไฟสูงสุดในประเภทนั้น
เบอร์ 5 ดาว 3 ดวง → ผ่านเกณฑ์เบอร์ 5 แต่ยังไม่สูงสุด

วิธีดูฉลากเบอร์ 5 แบบเข้าใจง่าย

  • ตัวเลขเบอร์และดาวด้านบนสุด — ถ้ามีดาวเต็ม 5 ดวง แสดงว่ารุ่นนั้นประหยัดไฟที่สุดในหมวดนั้น
  • ค่าไฟฟ้าต่อปี (บาท/ปี) — ตัวเลขนี้คือการคำนวณจากการใช้งานเฉลี่ย 10 ชั่วโมงต่อวันตลอดปี ตัวเลขยิ่งน้อย แสดงว่ายิ่งประหยัดไฟ
  • กำลังไฟฟ้า (Watt) — บอกปริมาณพลังงานที่เครื่องใช้ไฟฟ้าใช้ขณะทำงาน
  • รหัสรุ่นและชื่อผู้ผลิต — ใช้ตรวจสอบความถูกต้องของฉลากได้ในเว็บไซต์ของ กฟผ. (https://labelno5.egat.co.th)

เข้าใจเรื่อง “ค่าไฟฟ้าต่อปี” ให้ลึกขึ้นอีกนิด

ตัวเลข “บาท/ปี” บนฉลากไม่ได้สุ่มขึ้นมา แต่คำนวณจากสูตร:

ค่าไฟฟ้าต่อปี = พลังงานที่ใช้ (หน่วย kWh) × ค่าไฟเฉลี่ยต่อหน่วย

ทำไมฉลากเบอร์ 5 ถึงสำคัญ

เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผ่านมาตรฐานฉลากเบอร์ 5 จะต้องผ่านการทดสอบจากห้องปฏิบัติการของ กฟผ. ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และอายุการใช้งาน ทำให้มั่นใจได้ว่าเครื่องนั้น “คุ้มค่าในระยะยาว” ไม่ใช่แค่ตอนซื้อ

เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ควรเลือกแบบ “เบอร์ 5” ก่อนอื่นใด

  • ตู้เย็น — เปิดทั้งวัน ใช้ไฟต่อเนื่องมากที่สุดในบ้าน
  • เครื่องปรับอากาศ — ถ้าเลือกแบบอินเวอร์เตอร์เบอร์ 5 จะประหยัดไฟได้มากกว่า 30%
  • เครื่องทำน้ำอุ่น — ควรเลือกแบบมีระบบตัดไฟอัตโนมัติและผ่านฉลากเบอร์ 5
  • พัดลมและหม้อหุงข้าว — ใช้งานประจำทุกวัน ควรเน้นรุ่นที่ผ่านมาตรฐาน

แบรนด์ที่ได้รับฉลากเบอร์ 5 มากที่สุด

  • Hatari — พัดลมทุกรุ่นผ่านฉลากเบอร์ 5
  • Mazuma — เครื่องทำน้ำอุ่นและปั๊มน้ำผ่านมาตรฐาน
  • Sharp, Samsung, Mitsubishi Electric — แอร์และตู้เย็นส่วนใหญ่มีดาวเต็ม 5 ดวง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: ฉลากเบอร์ 5 ซื้อแยกได้ไหม?
A: ไม่ได้ครับ ฉลากจะติดมากับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผ่านการทดสอบจาก กฟผ. เท่านั้น

Q: ถ้าไม่มีฉลากเบอร์ 5 ถือว่าไม่ดีไหม?
A: ไม่จำเป็นเสมอไป แต่ควรตรวจสอบว่ามีมาตรฐานอื่น เช่น มอก. หรือ Energy Star เพื่อความมั่นใจ

Q: เบอร์ 4 หรือ 3 ถือว่าประหยัดไหม?
A: ถือว่าประหยัดในระดับหนึ่ง แต่ไม่เท่าเบอร์ 5 ดาวเต็ม

สรุป

ฉลากเบอร์ 5 เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้บริโภคเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าได้อย่างมั่นใจ มันบอกได้ทั้งระดับการประหยัดพลังงานและค่าใช้ไฟฟ้าต่อปี ดังนั้นก่อนซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ทุกครั้ง อย่าลืมมองหา “ฉลากเบอร์ 5 ดาวเต็ม” เพราะมันช่วยให้คุณ จ่ายค่าไฟน้อยลง ใช้เครื่องได้ทนนานขึ้น และช่วยโลกไปพร้อมกัน

💬 หากคุณกำลังมองหาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผ่านฉลากเบอร์ 5 แท้ เช่น พัดลม Hatari, เครื่องทำน้ำอุ่น Mazuma, หรือแอร์อินเวอร์เตอร์ประหยัดพลังงาน สามารถสอบถามหรือสั่งซื้อได้ที่ร้านของเรา — มีบริการจัดส่งทั่วประเทศ พร้อมใบรับประกันมาตรฐาน กฟผ.